ความท้าทาย : ธุรกิจโลจิสติกส์ภายใต้ AEC

Untitled-4

ตั้งแต่เริ่มจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AFTA ในปี 2535 อาเซียนมีการพัฒนาด้านการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจเรื่อยมา และพยายามส่งเสริมให้มีความร่วมมือครอบคลุมด้านอื่นๆ ด้วย เช่น การค้าบริการ การลงทุน ซึ่งได้มีการจัดทำกรอบความตกลงด้านการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services: AFAS) และกรอบความตกลงว่าด้วยเขตการลงทุนอาเซียน (Framework Agreement on the ASEAN Investment Area: AIA) เมื่อปี 2538 และ 2541 ตามลำดับ
ธุรกิจโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียน ภายใต้การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เป็นธุรกิจหนึ่งที่อาเซียนให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ เนื่องจากเป็นธุรกิจที่เป็นมากกว่าธุรกิจการขนส่งและการจัดเก็บ แต่เป็นธุรกิจที่ต้องใช้ความคิดในการจัดการการไหลของทรัพยากรขององค์กร และการใช้แรงงานให้มีความสะดวกและมีประสิทธิภาพ โดยต้องมองปัญหาให้ครอบคลุมทั้งหมดจากต้นชนปลาย (End to End) ทุกธุรกิจจำเป็นต้องมีแนวคิดเชิงโลจิสติกส์ของตนเอง ธุรกิจโลจิสติกส์เป็นธุรกิจที่มีตลาดใหญ่มหาศาล สินค้าจะกระจายสู่ภูมิภาคและมาพร้อมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียน หากผู้ที่อยู่ในธุรกิจโลจิสติกส์ หรือผู้ประกอบการรายใหญ่มีการเตรียมความพร้อมสู่การรองรับสินค้าในระดับนานาประเทศก็ย่อมได้เปรียบ ทั้งนี้ไม่เฉพาะการขนส่งสินค้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแหล่งพลังงานทางท่อภายใต้เงื่อนไข “ไร้พรมแดน” ผ่านโครงการเชื่อมระบบคมนาคมที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เปิดประเทศ
รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงอาเซียน โดยถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในการสร้างการเติบโตและการจ้างงานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้กว้างขวางขึ้น อาเซียนได้ดำเนินการสร้างความเชื่อมโยงในภูมิภาค ข้อมูลเผยแพร่จากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (International Institute for Trade and Development : ITD) เปิดเผยว่า อาเซียนมีโครงการการเชื่อมโยงที่สำคัญคือ โครงการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟสายสิงคโปร์-คุนหมิง (Singapore Kunming Rail Link: SKRL) ที่เป็นแนวคิดตาม โครงการเส้นทางรถไฟสายเอเชียเอสแคป เพื่อเชื่อมทวีปเอเชียและยุโรปเข้าด้วยกันเริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2503 และเป็นทางรถไฟความเร็วสูง 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง คาดว่าจะสร้างเสร็จในปี 2558 โดยเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟสายหลักของ 8 ประเทศ คือ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย กัมพูชา สปป.ลาว เวียดนาม เมียนมาร์ และมณฑลยูนนานของจีน ทั้งนี้ สิงคโปร์เองก็ต้องการเชื่อมทางรถไฟกับอินโดนีเซีย โดยสร้างอุโมงค์รถไฟใต้น้ำลอดช่องแคบมะละกาจากชายแดนมาเลเซียถึงเกาะขนาดเล็กของอินโดนีเซีย ระยะทาง 18.9 กิโลเมตร ก่อนจะสร้างสะพานเชื่อมกับเกาะสุมาตรา
สำหรับเงื่อนไขการเปิดเสรีโลจิสติกส์ภายใต้ AEC ยึดกรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Service) หรือ AFAS ที่มีอยู่ด้วยกัน 12 สาขาอุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ เกษตร ประมง ผลิตภัณฑ์ยาง ผลิตภัณฑ์ไม้ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การขนส่งทางอากาศ สุขภาพ เทคโนโลยีสารสนเทศ (E-ASEAN) การท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ ทั้งนี้ อาเซียนได้กำหนดให้บางสาขามีความพิเศษมากกว่าสาขาอื่นๆ เช่น ด้านโลจิสติกส์ ท่องเที่ยว ไอซีที และการบิน กำหนดให้มีการเปิดเสรีเร็วกว่าสาขาอื่นๆ โดยสาขาโลจิสติกส์ จะอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าถือหุ้นได้สูงถึงร้อยละ 70 ภายในปี 2013 และอนุญาตให้ชาติใดก็ได้ สามารถเข้ามาทำงานเป็นผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ และผู้จัดการ การกำหนดเช่นนี้เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน อย่างไรก็ตาม ภาคการขนส่งในประเทศ ด้านกฎหมายยังกำหนดว่าต้องเป็นของคนในประเทศ และยังคงเป็นรูปแบบเดิม ปกติธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทย ชาวต่างชาติก็สามารถเข้ามาถือหุ้นได้ร้อยละ 100อยู่แล้ว เพียงแค่ต้องขออนุมัติกับภาครัฐเสียก่อน แต่ในกรณีเปิด AEC ต่างกันตรงที่ ชาวต่างชาติสามารถเข้ามาถือหุ้นสูงสุดได้เลยร้อยละ 70 โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่หากอยากได้ร้อยละ 100 ก็ต้องอยู่ในรูปแบบเหมือนเดิม สำหรับบริษัทโลจิสติกส์ที่เป็นของไทย ต่างจากบริษัทที่มีชาวต่างชาติถือหุ้น หรือบริษัทต่างชาติที่มีความกล้าในการเปิดตลาดไปยังประเทศอื่น ประกอบกับมีเครือข่ายอยู่หลายประเทศ ได้มีการเดินหน้าพูดคุย หรือจับมือกับประเทศในอาเซียนมาระยะหนึ่ง หากแต่เป็นไปอย่างไม่เปิดเผยเพื่อป้องกันผลประโยชน์จากคู่แข่งทางการค้า
การจะทำธุรกิจโลจิสติกส์ระดับอาเซียน ในรูปแบบ “ไร้พรมแดน” แท้จริงแล้วเป็นเรื่องยาก เนื่องจาก แต่ละประเทศมีกฎหมาย กติกา ความชำนาญ วัฒนธรรม รวมทั้งเงื่อนไขที่แตกต่างกัน หากจะเข้าไปทำธุรกิจ โลจิสติกส์ อาจเป็นในรูปแบบของการเปิดสาขา และต้องพึ่งพาคนท้องถิ่นในประเทศนั้นๆ เนื่องจากมีความชำนาญมากกว่า ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ดวงพัสตรา ประธานหลักสูตร BBA International และอาจารย์ประจำคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้าน AEC วิเคราะห์ถึงบริษัทโลจิสติกส์ ในประเทศไทย พบว่า การเปิด AEC หมายถึงการมีเสรีด้านการค้าและการลงทุนที่มากขึ้น หากผู้ประกอบการ โลจิสติกส์ชาวไทยไม่ใช้นโยบายเชิงรุกออกไปประกอบธุรกิจนอกประเทศ หรือปรับตัวให้เป็นไปตามทิศทางของตลาดและการแข่งขันที่มากขึ้น อาจส่งผลให้บริษัทเหล่านั้นต้องปิดตัวลงก็เป็นได้ โดยเฉพาะธุรกิจโลจิสติกส์ขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และอีกหนึ่งประเด็นหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญและเตรียมพร้อมก่อนเปิด AEC คือ การสร้างจุดเด่นและเสริมจุดยืนที่แข็งแกร่งให้แก่บริษัทของตน ด้วยการศึกษาหาลู่ทางปรับตัวและใช้โอกาสจากการลดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่
ผศ.ดร.จักรกฤษณ์ ฯ กล่าวเพิ่มเติมว่าขณะนี้หลายบริษัทหันมาทำโลจิสติกส์เอง โดยเฉพาะลูกค้าที่เคยเป็นผู้ผลิตก็ได้ผันตัวมาทำเองเช่นกัน อาทิ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เครือเอสซีจี บริษัทในเครือดั๊บเบิ้ลเอ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) บริษัท ซีพี เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ฯลฯ ด้วยแนวคิดว่าบริษัทมีการผลิตสินค้าและทำการตลาดอยู่แล้ว ซึ่งบางบริษัทมีฐานการผลิตตั้งอยู่นอกประเทศอยู่แล้ว และบางบริษัทกำลังขยายฐานการผลิตออกไป ดังนั้นภาคการขนส่งและธุรกิจโลจิสติกส์จึงควรต้องตามไปด้วย เป็นการขนส่งสองทางและเป็นการกระจายสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อการประกอบธุรกิจอย่างความครบวงจร

เรียบเรียง ประวีณา ธาดาพรหม
แหล่งข้อมูล
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) http://www.itd.or.th/
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย http://www.acc.chula.ac.th/ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ http://www.dtn.go.th/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s